วิธีการตรวจเอชไอวีมีกี่แบบ?

วิธีการตรวจเอชไอวีมีกี่แบบ การตรวจเอชไอวี (HIV- Human Immunodeficiency Virus) เป็นการตรวจเพื่อหาว่ามีเชื้อเอชไอวีที่จะส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องอยู่ในร่างกายหรือไม่ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อ เช่น ผู้ที่ไม่ได้สวมถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น มารดาที่ติดเชื้อเอชไอวีและมีการตั้งครรภ์ เป็นต้น 

วิธีการตรวจเอชไอวีมีกี่แบบ?

ข้อดีของการตรวจเชื้อเอชไอวี

การตรวจเอชไอวีถือเป็นอีกวิธีหนึ่งในวิธีการป้องกันตัวเองจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นอกเหนือจากการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ฯลฯ

            เพราะการตรวจเอชไอวีจะช่วยให้ทราบสถานะของตนเองว่ามีเชื้อในร่างกายหรือไม่ ถ้าไม่มีเชื้อเอชไอวี ก็ช่วยให้ผู้รับการตรวจเกิดความสบายใจและตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันตัวเองมากขึ้น แต่ถ้าพบเชื้ออยู่ในร่างกาย จะทำให้ผู้รับการตรวจสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงทีและไม่ส่งต่อเชื้อสู่ผู้อื่น

วิธีการตรวจเอชไอวีมีกี่แบบ

ปัจจุบัน วิธีการตรวจเอชไอวีที่เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายว่ามีประสิทธิภาพในการตรวจหาเชื้อเอชไอวีในร่างกายมีอยู่ 2 รูปแบบ

  • HIV Ag/Ab combination assay

     เป็นการตรวจแบบทางอ้อม เพราะไม่ใช่การตรวจตัวเชื้อโดยตรงแต่ตรวจหาภูมิคุ้มกัน (Antibody) ที่สร้างเพื่อต่อต้านเชื้อด้วยการใช้น้ำยา ปัจจุบันมีน้ำยาสองชนิดที่ถูกนำมาใช้

  1.             Gen 3 (3rd Generation) ‘น้ำยาเจนสาม’ สามารถใช้ตรวจหา Antibody — สารหรือโปรตีนที่ออกมาทำลายตัวเชื้อโรค อันได้แก่ IgM และ IgG น้ำยาตัวนี้สามารตรวจได้ในผู้ที่รับเชื้อมาแล้วประมาณ 3 – 4 สัปดาห์
  2.             Gen 4 (4th Generation) ‘น้ำยาเจนสี่’ เป็นน้ำยารุ่นล่าสุด ที่มีความสามารถตรวจได้ทั้ง Antibody และ Antigen ซึ่ง Antigenคือตัวเชื้อไวรัสเอชไอวีนั่นเอง น้ำยาเจนสี่ตรวจผู้ที่มีความเสี่ยงมาแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ได้ 
  • NAT

      Nucleic Acid Amplification Testing (NAT) หากเลือกตรวจเอชไอวีด้วย ‘แนท’ สามารถตรวจได้หลังจากรับเชื้อประมาณ 5-7 วัน จะเป็นการตรวจหา RNA ของเชื้อโดยตรง ไม่จำเป็นต้องรอให้มีการสร้าง Antibody ขึ้นมาก่อน วิธีนี้ช่วยย่นระยะเวลาในการตรวจได้เป็นอย่างมาก

ตรวจเอชไอวีแบบไหนรู้ผลเร็วที่สุด

จากทั้งสองวิธีที่กล่าวมาข้างต้น การตรวจเอชไอวีแบบ HIV Ag/Ab combination assay หรือการใช้น้ำยาเพื่อตรวจหา Antibody และ Antigen จะสามารถทราบผลได้ทันทีในวันที่ตรวจ เป็นวิธีที่รู้ผลตรวจเอชไอวีเร็วที่สุด แต่ข้อเสียคือระยะ Window Period หรือระยะเวลาที่ยังไม่สามารถตรวจพบเชื้อได้ค่อนข้างนาน (ต้องรอประมาณ 2 สัปดาห์หรือ 14 วันเป็นต้นไป) อาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจหลังมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อมาเป็นเวลาไม่นาน

            ขณะที่ NAT เป็นวิธีตรวจที่รู้ผลช้ากว่า (ต้องรอผลการตรวจประมาณ 5-7 วัน ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาลที่เข้ารับการตรวจ) และมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการตรวจแบบใช้น้ำยา กรณีที่เข้ารับการตรวจแบบเสียค่าใช้จ่าย แต่มี Window Period ในการตรวจที่สั้นกว่า ไม่ต้องรอให้เชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายเป็นสัปดาห์ ทั้งนี้ หากเลือกวิธี NAT แม้จะมีผลลัพธ์ออกมาแล้ว โดยปกติแพทย์จะแนะนำให้ตรวจซ้ำเพื่อความแม่นยำด้วยวิธีการใช้น้ำยาหลังจากตรวจ NAT ไปแล้ว 1 เดือน ถึง 3 เดือน

ตารางเปรียบเทียบการตรวจเอชไอวีแต่ละวิธี

วิธีการตรวจWindow Periodเวลาที่จะทราบผลตรวจ
(หลังการตรวจ)
NAT ~5-7 วัน~ 5-7 วัน
HIV Ag/Ab combination assay
– Gen 3 ~ 3-4 สัปดาห์ทราบผล ณ วันที่ตรวจ
– Gen 4~ 2 สัปดาห์ทราบผล ณ วันที่ตรวจ
ตารางเปรียบเทียบการตรวจเอชไอวี

ผลตรวจเอชไอวีมีแบบไหนบ้าง 

หลังจากตรวจหาเชื้อเอชไอวี ผลตรวจสามารถแสดงออกมาได้ทั้งหมด 2 แบบ 

  • HIV Positive/Reactive ผลตรวจเป็นบวก – พบเชื้อเอชไอวีในร่างกาย ผู้เข้ารับการตรวจที่ผลเลือดแสดงออกมาเป็นบวก แพทย์จะพิจารณาอาการของผู้ติดเชื้อในการนำเข้าสู่กระบวนการรักษาต่อไป
  • HIV Negative/Non-Reactive ผลตรวจเป็นลบ – ไม่พบเชื้อเอชไอวีในร่างกาย หากต้องการตรวจเพิ่มเติม สามารถมาตรวจซ้ำได้ทุก 3-6 เดือน 
  • HIV Inconclusive ไม่สามารถสรุปผลเลือดได้ – ในกรณีนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้ตรวจซ้ำภายใน 2 สัปดาห์หลังการตรวจครั้งแรก และซ้ำอีกครั้งในอีก 1 เดือนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์การตรวจใหม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ตรวจ

ตรวจเอชไอวีที่ไหนได้บ้าง 

สถานที่ในการตรวจเอชไอวีมีให้เลือกหลากหลายมากขึ้น มีทั้งแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายและเสียค่าใช้จ่าย

สำหรับผู้ที่ต้องการตรวจหาเชื้อเอชไอวีในร่างกาย สามารถเข้ารับการตรวจเอชไอวีได้ฟรีที่

  • โรงพยาบาลของรัฐตามระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า – คนไทยทุกคนที่ถือบัตรประชาชนสามารถเข้ารับการตรวจเอชไอวีฟรีได้ปีละ 2ครั้ง
  • สถานพยาบาลที่สังกัดอยู่สำหรับผู้ที่ถือสิทธิประกันสังคม  
  • คลินิกพิเศษอื่น ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ
  • คลินิกนิรนามของสภากาชาดไทย

หรือจะเลือกเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลเอกชน คลินิกเอกชน แล็ปตรวจโรคในพื้นที่โดยเสียค่าใช้จ่ายก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้ควรตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละสถานที่ก่อนเข้ารับบริการว่าตรงกับความต้องการเข้ารับการตรวจของตนเองหรือไม่ สามารถตรวจสอบสถานบริการตรวจเอชไอวีใกล้คุณได้ที่นี่ 

วิธีการตรวจเอชไอวีในปัจจุบันใช้ระยะเวลาน้อยลง มีความยุ่งยากซับซ้อนน้อยลง และมีความแม่นยำสูงขึ้น ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ที่มีการพัฒนาอยู่เสมอ  ทำให้การเข้ารับการตรวจเอชไอวีสะดวกขึ้นสำหรับทุกคน ฉะนั้น ควรเข้ารับการตรวจเอชไอวีเพื่อที่จะได้ทราบสถานะของตน สร้างความสบายใจ และช่วยให้สามารถวางแผนการใช้ชีวิตสอดคล้องกับสถานะที่เป็นอยู่ได้ต่อไป

One Comment