ไวรัสตับอักเสบซี (HCV)

โรคไวรัสตับอักเสบ เป็นโรคที่พบได้บ่อยซึ่งโดยทั่วไปผู้ป่วยมักจะไม่ทราบมาก่อนว่าตนเองมีเชื้อไวรัสตับอักเสบนี้อยู่ในร่างกาย  เนื่องจากอาการของโรคไม่รุนแรง ไม่ชัดเจน ต่อเมื่อมีอาการตับอักเสบมากขึ้น ถ้าปล่อยไว้โดนไม่ทำการรักษาก็จะกลายเป็นตับแข็ง  และในที่สุดก็จะกลายเป็นมะเร็งตับได้ โดยวิธีการที่เราจะทราบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบหรือไม่ ก็ต่อเมื่อไปตรวจร่างกายแล้วพบค่าการอักเสบของตับผิดปกติ และตรวจเลือดแล้วพบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ

Table of Contents

ไวรัสตับอักเสบซี (HCV) คืออะไร?

ไวรัสตับอักเสบซี คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดซี  (HCV) ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีแบบเฉียบพลันเป็นภาวะเจ็บป่วยระยะสั้นที่เกิดขึ้นประมาณ 6 เดือนหลังจากที่ผู้นั้นสัมผัสเชื้อไวรัสตับอักเสบซีครั้งแรก โดยปกติการติดเชื้อแบบเฉียบพลันจะไม่กลายเป็นการติดเชื้อแบบเรื้อรังเสมอไป และการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีชนิดเรื้อรังเป็นภาวะเจ็บป่วยระยะยาวซึ่งเกิดขึ้นเมื่อยังคงมีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายของผู้นั้น ภาวะการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสามารถคงอยู่ได้ตลอดชีวิตและนำไปสู่สภาวะที่เป็นอันตรายต่อตับรวมถึงภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับในที่สุด ซึ่งสามารถติดต่อกันทางเลือดหรือเพศสัมพันธ์คล้ายกับไวรัสตับอักเสบบี แต่ไม่สามารถติดต่อกันได้ทางการให้นมบุตร การจามหรือไอรดกัน การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำด้วยกัน และการใช้ถ้วยชามร่วมกัน 

ชนิดของไวรัสตับอักเสบซี

ไวรัสตับอักเสบซีแบ่งออกเป็น 6 ชนิด ในประเทศไทยพบชนิดที่ 1 และ 3 พอๆ กัน คือชนิดละ 40% รองลงไปจะเป็นชนิดที่ 2 ส่วนชนิดที่ 4, 5 และ 6 นั้นพบน้อย ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการตรวจว่าไวรัสตับอักเสบซีที่เป็นนั้นเป็นชนิดอะไร เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาโรคต่อไป เนื่องจากการรักษาไวรัสแต่ละชนิดมีความยากง่ายแตกต่างกัน

ไวรัสตับอักเสบซี ติดต่อทางไหนบ้าง ?

  • จากการรับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซีอยู่
  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน มีคู่นอนหลายคน และในกรณีการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายและชายจะมีความเสี่ยงสูงกว่าด้วย
  • การสักหรือเจาะตามร่างกาย
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน โดยเฉพาะผู้ที่ติดยาเสพติด
  • การติดต่อจากมารดาไปสู่ทารก พบได้น้อยมาก
  • การใช้แปรงสีฟัน กรรไกร หรือที่ตัดเล็บร่วมกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซี 

อย่างไรก็ตามเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ไม่ติดต่อทางการรับประทานอาหารร่วมกัน การใช้จามชามช้อนส้อมด้วยกัน การให้นมบุตร การกอด หรือการจูบ ร่วมถึงไม่ติดต่อผ่านการสัมผัส หรือไอ จาม รดกัน

กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงติดไวรัสตับอักเสบซี

  • ผู้ที่เคยได้รับเลือดและสารเลือดก่อนปี พ.ศ.2535 เนื่องจากยังไม่มีการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบซี
  • ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะก่อนปี พ.ศ.2535
  • ผู้ที่มีการฉีดสารเสพติดเข้าเส้นเลือด ถึงแม้ว่าทดลองใช้เพียงครั้งเดียว
  • ผู้ป่วยโรคเอดส์
  • ผู้ที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
  • ผู้ที่มีผลเลือดการทำงานของตับพบการอักเสบ
  • ผู้ที่ติดยาเสพติดใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซีจากการทำฟัน
  • ผู้ที่สำส่อนทางเพศหรือรักร่วมเพศ
  • ผู้ที่มีการสักตามตัว การใช้เข็มที่ติดเชื้อโรคสักผิวหนัง เจาะหู ฝังเข็ม
  • ผู้ที่มีประวัติมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง
  • บุคลากรทางการแพทย์ที่ถูกเข็มตำจากผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง
  • การใช้ของส่วนตัวที่เปื้อนเลือดร่วมกัน เช่น มีดโกน หรือกรรไกรตัดเล็บ
  • ทารกที่เกิดจากแม่ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซี (ติดได้แต่พบน้อย)

ภาวะที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

  • ตับอักเสบเฉียบพลัน หลังจากไวรัสตับอักเสบซีเข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำให้เกิดการอักเสบของตับ แต่ส่วนมากผู้ป่วยจะไม่มีอาการ ของผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ที่เรียกว่าดีซ่าน ดังนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตัวเองเกิดการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีแบบเฉียบพลัน
  • ตับอักเสบเรื้อรัง จะเกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งในระยะแรกผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการ จนเมื่อตับถูกทำลายไปมากพอควรหรือมีการอักเสบของตับมาก ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
  • ตับแข็ง (Cirrhosis)  ผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบซีนั้น ตับจะมีอาการอักเสบและถูกทำลายไปเรื่อยๆ จนในที่สุดจะกลายเป็นตับแข็ง ซึ่งถ้าเป็นมากแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียมาก ดีซ่าน ท้องมาน และเกิดตับวายได้ในที่สุด
  • มะเร็งตับ (Liver Cancer) ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังจะมีโอกาสเกิดมะเร็งตับได้มากกว่าคนปกติ และมีรายงานว่าถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังอย่างถูกต้อง ก็สามารถลดโอกาสเกิดมะเร็งตับลงได้
  • ตับวาย (Liver Failure) หากเป็นตับแข็งที่มีความรุนแรงมากแล้วอาจทำให้ตับหยุดการทำงานได้

อาการของไวรัสตับอักเสบซี

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อแบบฉับพลัน (acute infection) ส่วนมากไม่แสดงอาการทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกายแล้ว แต่ในผู้ป่วยบางคนอาจพบอาการไข้คล้ายเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ตัวเหลืองตาเหลือง โดย15%ของผู้ติดเชื้อจะสามารถหายได้เอง โดยเฉพาะในเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี จะมีการโอกาสพัฒนาของโรคน้อยและร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เอง แต่ 85%ของผู้ป่วยจะกลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง (chronic infection) ซึ่ง 20% ของผู้ป่วยจะมีการอักเสบของตับ ซึ่งการดำเนินอาการของโรคค่อยๆรุนแรงขึ้น และภายในเวลา 10-30 ปี จะเกิดเป็นโรคตับแข็ง มะเร็งตับ ต้องเปลี่ยนถ่ายตับ และบางรายเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยภูมิต้านทานต่ำจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ผู้ติดเหล้า และผู้สูงอายุ จะมีความเสี่ยงที่โรคจะเกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้น จะเห็นว่าไวรัสตับอักเสบซีเหมือนเป็นภัยเงียบเพราะกว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวว่าติดเชื้อก็เมื่อมีการดำเนินของโรครุนแรงแล้ว ซึ่งทำให้ยากต่อการรักษา

การวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบบี

ในปัจจุบันทำการวินิจฉัยโรคได้ดังนี้

  • การตรวจการทำงานของตับเพื่อดูค่าการอักเสบของตับ (AST, ALT)
  • รวจหาหลักฐานของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี โดยการตรวจ anti-HCV หากให้ผลบวกแสดงว่ามีการติดเชื้อ และตรวจหา HCV RNA ซึ่งจะบอกถึงปริมาณไวรัสซี นอกจากนั้น การตรวจสายพันธุ์ของไวรัสจะมีความสำคัญต่อการเลือกยาและระยะเวลาในการใช้ยารักษา ได้แก่
  • ตับอักเสบเฉียบพลัน  วินิจฉัยโดยการเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับพบว่ามีการอักเสบ และตรวจพบ anti-HCV หรือนับปริมาณไวรัสในเลือด บางรายที่ตรวจไม่เจอในระยะแรกอาจต้องตรวจซ้ำอีก 2-8 สัปดาห์
  • ตับอักเสบเรื้อรัง วินิจฉัยจากการพบการอักเสบของตับมากกว่า 6 เดือนร่วมกับการตรวจพบไวรัสในกระแสเลือด
  • การนับปริมาณไวรัสโดยวิธี polymerase chain reaction (PCR) ถ้าให้ผลบวกแสดงว่ากำลังมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี
  • การตรวจพยาธิสภาพของตับ เพื่อประเมินการอักเสบและพังผืดในตับ ทำได้โดยการเจาะตรวจชิ้นเนื้อตับหรือใช้เครื่องมือพิเศษสำหรับวัดปริมาณพังผืด (ความยืดหยุ่น) ในเนื้อตับ
  • การตรวจ ultrasound และการตรวจเลือดหาสาร alpha-fetoprotein เพื่อประเมินภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ
  • การเจาะชิ้นเนื้อตับเพื่อการวินิจฉัย โดยจะทำในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น

จะรู้ได้อย่างไรว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

การตรวจเลือดเป็นวิธีเดียวในการวินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ โดยตรวจหาแอนตี้บอดี้ของไวรัสตับอักเสบซี (antibody-HCV) และตรวจหาปริมาณอาร์เอนเอของไวรัส (HCV-RNA) เพื่อดูระดับความรุนแรงของการติดเชื้อ นอกจากนี้ ก่อนเริ่มให้การรักษาต้องตรวจหาสายพันธุ์ของเชื้อเพื่อใช้วางแผนการรักษาให้เหมาะสม รวมทั้งประเมินระดับการทำงานของตับ ความรุนแรงของอาการอักเสบและการเกิดพังผืดที่ตับเพื่อตรวจดูความรุนแรงของโรค โดยวัดปริมาณเอมไซม์ตับ เช่น AST, ALT METAVIR score เป็นต้น

การรักษาไวรัสตับอักเสบซี

การใช้ยา 2 ชนิดร่วมกัน ยารับประทานในกลุ่มอินเตอร์เฟอรอน กับโซฟอสบูเวียร์ (Sofosbuvir) และดาคลาทาสเวียร์ (Daclatasvir) ซึ่งให้ประสิทธิภาพที่ดีมีโอกาสในการรักษาหายจากไวรัสตับอักเสบซีประมาณ 90 % มีผลข้างเคียงน้อย สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยตับแข็ง ไตวายเรื้อรัง ผู้ที่เปลี่ยนถ่ายอวัยวะ ระยะเวลาการรักษาขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์สำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาไวรัสตับอักเสบซี

  • ไวรัสตับอักเสบซีชนิดที่ 1 ต้องรักษาเป็นเวลา 1 ปี ระหว่างการรักษา 1 และ 3 เดือน ควรตรวจนับปริมาณไวรัสซ้ำเพื่อดูการตอบสนองและวางแผนการรักษาว่าจะหยุดยารักษาที่ 1 ปีหรือนานกว่านั้น หรือบางกรณีถ้ามีภาวะแทรกซ้อนมาก ในกรณีที่ตรวจไม่พบเชื้อตั้งแต่เดือนแรกและทนยาไม่ได้ก็อาจจะร่นเวลาการรักษาลงมาอีก ผู้ป่วยเมื่อได้ยาครบ 1 ปี ก็ต้องตรวจเชื้อว่ายังมีหลงเหลือหรือไม่ หลังเสร็จสิ้นการรักษาไปอีก 6 เดือน ถ้าตรวจไม่พบเชื้อในเลือดด้วยวิธี RT-PCR ก็บ่งว่าโรคหายและโอกาสกลับมาเป็นใหม่ค่อนข้างน้อย
  • ไวรัสตับอักเสบซีชนิดที่ 2 และ 3 ให้การรักษาเป็นเวลา 6 เดือน หากการรักษาครบจะตรวจเชื้อซ้ำว่ามีเชื้อหลงเหลือหรือไม่ จากนั้นจะติดตามตรวจเชื้อด้วยวิธี RT-PCR อีกครั้งตอน 6 เดือนหลังหยุดยา ถ้าหายตอนนี้ก็เรียกว่าโรคหาย โอกาสกลับเป็นซ้ำนั้นค่อนข้างน้อย
  • ไวรัสตับอักเสบซีชนิดที่ 4, 5 และ 6 นั้นพบน้อยในประเทศไทย แนะนำให้รักษาเป็นเวลา 1 ปี

ข้อห้ามของการรักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัสซี

  • อายุต่ำกว่า 2 ปี
  • มีประวัติแพ้ยาฉีดและยารับประทานที่ใช้ในการรักษา
  • มีภาวะซึมเศร้ารุนแรงที่ยังควบคุมไม่ได้
  • ตั้งครรภ์ หรือไม่เต็มใจที่จะยินยอมในการคุมกำเนิด
  • ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ (ไต หัวใจ หรือปอด)
  • มีโรคที่อาจจะแย่ลงถ้าได้รับยาฉีด โดยเฉพาะโรคภูมิต้านทานทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง (autoimmune diseases)
  • มีโรคประจำตัวที่ยังควบคุมการรักษาไม่ได้ดี เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือด ถุงลมโป่งพอง โรคไทรอยด์

ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังที่ควรได้รับการรักษา

  • อายุ 18 ปีขึ้นไป
  • พบเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในกระแสเลือด
  • ผลการเจาะตับพบว่ามีพังผืดในตับมาก (Metavir มากกว่าหรือเท่ากับ 2) ในกรณีที่เป็นไวรัสตับอักเสบซีชนิด 1,4, 6
  • เป็นโรคตับแข็งในระยะเริ่มต้น หรือมีคะแนนการทำงานของตับ (Child-Pugh score) น้อยกว่าหรือเท่ากับ 9
  • มีความเข้าใจและพร้อมที่จะรับการรักษา
  • ไม่มีข้อห้ามของการรักษา

ยาสำหรับรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง 

ยาที่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีประโยชน์และเป็นมาตรฐานการรักษาในปัจจุบัน คือ ยาฉีด Pegylated interferon สัปดาห์ละ 1 ครั้งร่วมกับการรับประทานยา Ribavirin ทุกวัน โดยได้รับยาต่อเนื่องเป็นเวลา 24 – 48 สัปดาห์ อัตราการตอบสนองอาจสูงถึงร้อยละ 90 ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสที่เป็น

วิธีป้องกันไวรัสตับอักเสบซี

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งหากมีเพศสัมพันธ์
  • อย่าใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่ติดยาเสพติดที่ใช้ฉีดเข้าเส้น เพราะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี รวมไปถึงโรคร้ายอื่น ๆ ที่ร้ายแรงกว่า
  • สวมถุงมือถ้าต้องสัมผัสเลือด
  • ห้ามใช้มีดโกนหนวด แปรงสีฟันร่วมกัน
  • ให้ระมัดระวังในการเจาะหูหรือสักตามร่างกาย หากเลือกแล้วที่จะทำ ก็ควรเลือกร้านที่ไว้ใจได้ มีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์อย่างถูกหลักอนามัย โดยเฉพาะเข็มที่ใช้ต้องผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว

การดูแลรักษาตัวเองระหว่างเป็นไวรัสตับอักเสบซี

  • สามารถออกกำลังกายได้ปกติ แต่ไม่ควรหักโหมในช่วงที่มีอาการตับอักเสบเฉียบพลัน
  • ควรพักผ่อนให้พอเพียง
  • งดการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้เชื้อไวรัสแบ่งตัวได้มากขึ้น และทำให้เซลล์ตับเสื่อมเร็วขึ้น
  • การรับประทานยาทุกชนิด ควรปรึกษาแพทย์
  • การพบแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจเลือดดูการทำงานของตับเป็นระยะๆ (ทุก 3-6 เดือน) ตามที่แพทย์นัด เพื่อเฝ้าดูการดำเนินของโรค
  • การมีเพศสัมพันธ์ควรสวมถุงยางอนามัย
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง
  • เมื่อมีการผ่าตัดหรือทำฟัน ควรแจ้งแพทย์ทราบเสมอ
  • หลีกเลี่ยงความเครียด
  • แนะนำให้คนใกล้ชิดที่อยู่บ้านเดียวกัน ให้ตรวจเลือด และฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบี
  • งดการบริจาคโลหิต อวัยวะ หรือน้ำอสุจิ
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ บี
  • หลีกเลี่ยงการใช้แปรงสีฟันและของมีคมร่วมกับผู้อื่น
  • หยุดการใช้ยาเสพติด
  • ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังที่มีภาวะอ้วน ภาวะดื้อต่ออินซูลิน หรือกลุ่มโรคทางเมตาบอลิก และดื่มสุรา ควรปฏิบัติตัวเพื่อลดภาวะหรือปัจจัยดังกล่าว เพื่อให้ตอบสนองต่อการรักษาดีขึ้น หรือช่วยชะลอการลุกลามของโรคในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา

อ่านบทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง