ก่อนอ่านผล ต้องรู้ว่าชุดตรวจมองหาอะไร

สำหรับเรื่อง ตรวจซ้ำ ยืนยันผล เดินทาง และเวลารอ หลักสำคัญคือ ทุกผลต้องอ่านร่วมกับชนิดตรวจ ตัวอย่าง วันที่หลังเหตุ ยาต้านที่ใช้ และลำดับใน algorithm

คำว่า “ตรวจ HIV” อาจหมายถึงการหา antibody, antigen p24 ร่วมกับ antibody หรือสารพันธุกรรมของไวรัส (NAT) แต่ละแบบเริ่มตรวจพบได้ต่างกัน ผลจึงไม่ควรถูกแยกจากชื่อวิธีและวันเก็บตัวอย่าง

ตาราง window period เพื่อทำความเข้าใจชนิดตรวจ

ช่วงต่อไปนี้เป็นค่าที่ CDC ระบุว่า “โดยทั่วไปตรวจพบได้” เมื่อไม่มีการใช้ยาต้านไวรัสที่อาจเปลี่ยนการตรวจพบ ไม่ใช่คำรับประกันรายบุคคลและไม่แทนฉลากชุดตรวจ/แนวทางไทย

ชนิดตรวจสิ่งที่มองหาตัวอย่างที่พบบ่อยช่วงที่ CDC ระบุ
Antibodyภูมิตอบสนองต่อ HIVเลือด/สารคัดหลั่งในช่องปาก23–90 วัน
Rapid Ag/Abp24 antigen + antibodyเลือดปลายนิ้ว18–90 วัน
Lab Ag/Abp24 antigen + antibodyเลือดจากหลอดเลือดดำ18–45 วัน
NATRNA ของไวรัสเลือด10–33 วัน

ชุดชื่อคล้ายกันอาจมีตัวอย่างและ performance ต่างกัน ให้ขอชื่อผลิตภัณฑ์/รุ่นและอ่านเอกสารของผู้ผลิต ไม่เรียกทุกชุด Ag/Ab ว่า “รุ่น 4” แล้วใช้เลขเดียวกันโดยไม่รู้ตัวอย่าง

วิธีนับวันโดยไม่หลงเหตุการณ์

  1. สร้างแถวหนึ่งต่อเหตุการณ์ ไม่ใช้วันที่ตรวจล่าสุดแทนวันที่สัมผัส
  2. วันที่ 0 คือวันที่เหตุการณ์เกิด ไม่ใช่วันที่เริ่มกังวล
  3. บันทึกวันที่เก็บตัวอย่าง ชนิดตัวอย่าง และชื่อวิธีตรวจ
  4. ถ้ามีเหตุใหม่หลังตรวจ ผลเดิมไม่ครอบคลุมเหตุใหม่นั้น
  5. หากใช้ PrEP, PEP หรือ ART ให้แจ้งผู้ให้บริการเพื่อกำหนด algorithm และวันตรวจที่เหมาะสม

ตัวอย่าง: เหตุ A วันที่ 1 ตรวจ Ag/Ab จากหลอดเลือดวันที่ 20 ผลลบ แล้วมีเหตุ B วันที่ 25 ผลวันที่ 20 ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับเหตุ B ต้องสร้างไทม์ไลน์ใหม่ ไม่เลื่อนวันของเหตุ A มารวมกัน

ถ้าเพิ่งเสี่ยงไม่เกิน 72 ชั่วโมง

อย่ารอให้ถึงวันตรวจที่ไวที่สุดก่อนขอความช่วยเหลือ PEP ต้องเริ่มให้เร็วที่สุดและไม่เกิน 72 ชั่วโมง ให้ติดต่อสถานพยาบาลเพื่อประเมินตอนนี้ การตรวจฐานก่อนเริ่มยาและตารางติดตามเป็นหน้าที่ของบริการ ไม่ควรซื้อ PEP แบ่งกันหรือออกแบบวันตรวจเองจากตารางทั่วไป

ผล non-reactive/negative แปลว่าอะไร

แปลว่าเครื่องมือไม่พบ marker ที่ตรวจหาในตัวอย่างนั้น ณ เวลานั้น ไม่ได้แปลอัตโนมัติว่า “ไม่มี HIV จากทุกเหตุการณ์ตลอดชีวิต” ให้ถามสามข้อ:

  • ผลนี้ครอบคลุมเหตุการณ์วันที่ใด
  • อยู่พ้น window period ของชุดนี้แล้วหรือยัง
  • ต้องตรวจซ้ำเพราะเหตุล่าสุด ยาต้านที่ใช้ หรือเหตุทางคลินิกอื่นหรือไม่

สิ่งที่ทำต่อสำหรับหัวข้อนี้คือ: อย่าสรุปจากคำว่า positive/negative บนภาพหรือใบผลที่ขาดชื่อการตรวจ ให้ถามหาคำแปลผลและขั้นตอนถัดไป

ผล reactive/positive จากการคัดกรอง

Reactive ไม่ควรถูกสื่อว่าเป็นคำวินิจฉัยสุดท้ายทันที โดยเฉพาะ self-test หรือ point-of-care ต้องเข้าสู่การตรวจเพิ่มเติมตาม algorithm ที่ประเทศ/หน่วยแล็บรับรอง WHO ระบุว่า self-test reactive ต้องเริ่มการทดสอบโดยผู้ให้บริการตั้งแต่ต้น algorithm การทำ self-test หลายยี่ห้อซ้ำเองไม่แทนการยืนยัน

ตัวอย่าง algorithm ห้องแล็บของ CDC เริ่ม Ag/Ab → HIV-1/HIV-2 antibody differentiation → NAT เมื่อผลขั้นก่อนหน้าไม่สอดคล้องกัน ระบบไทยอาจใช้ลำดับที่ประเทศรับรองต่างออกไป จึงไม่ควรนำชื่อขั้นจากระบบหนึ่งไปตีความใบผลอีกระบบโดยไม่มีแล็บอธิบาย

ผล invalid หรืออ่านไม่ชัด

Invalid ไม่ใช่ negative สาเหตุอาจมาจากขั้นตอน ปริมาณตัวอย่าง เวลาอ่าน สภาพเก็บ หรือชุดผิดปกติ ให้ทำใหม่ด้วยชุดที่ยังไม่หมดอายุและทำตามคู่มือ หากยัง invalid หรือต้องตัดสินใจเร่งด่วนให้ใช้บริการ ไม่แกะตลับ ถ่ายภาพหลังพ้นเวลาอ่าน หรือแต่งสีภาพเพื่อหาขีด

ตัวแปรที่ทำให้การตีความซับซ้อน

  • PrEP, PEP หรือ ART ที่ใช้ก่อน/หลังเหตุ
  • ภาวะสงสัย acute HIV แต่ Ag/Ab ยัง non-reactive
  • ตัวอย่างคนละชนิดกับข้อมูล window period ที่นำมาอ้าง
  • ผลจากต่างประเทศหรือแล็บที่ไม่ระบุวิธี
  • การตรวจในทารก/เด็กเล็ก ซึ่งใช้หลักต่างจากผู้ใหญ่
  • ผลคัดกรองกับผลยืนยันที่รายงานคนละวัน

กรณีเหล่านี้ควรให้ผู้เชี่ยวชาญวางแผน ไม่ควรเลือกลัดไป NAT โดยคิดว่าค่าหนึ่งครั้งตอบได้ทุกอย่าง

การ์ดข้อมูลของผลตรวจที่ดี

ต้องมีเหตุผล
วันที่/เวลาเก็บตัวอย่างผูกกับไทม์ไลน์
ชนิดตัวอย่างเลือดหลอด เลือดปลายนิ้ว oral fluid ไม่เท่ากัน
ชื่อวิธี/ชุดตรวจรู้ marker และข้อจำกัด
ผลและคำแปลผลแยก non-reactive/reactive/invalid/confirmed
ขั้นตอนต่อไปตรวจซ้ำ ยืนยัน ส่งต่อ หรือเริ่มรักษา
หน่วยออกผลติดต่อเมื่อข้อมูลไม่ครบ

แหล่งข้อมูล

ตัวเลข window period เป็นช่วงทั่วไปจาก CDC และอาจต่างตามชุดตรวจ ประชากร และยาต้านที่ใช้ ให้ยึดฉลากชุด แนวทางไทย และแผนจากผู้ให้บริการสำหรับกรณีของคุณ