ซิฟิลิส รู้เร็ว รักษาให้หายได้

ซิฟิลิส (Syphilis) โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นี้กลับมาระบาดในไทยอีกครั้งหลังจากสงบไปนาน ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระบุว่าอัตราการติดเชื้อซิฟิลิสเพิ่มขึ้น เป็น 11.91 ต่อประชากรแสนคนในปี 2561 จากสถิติเดิมคือ 2.29 ต่อประชากรแสนคนในปี 2552 ถือว่ามีอัตราการติดเชื้อสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ และพบการแพร่ระบาดส่วนมากในกลุ่มอายุ 15 – 24 ปี ซึ่งเป็นช่วงระดับมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย หรือกลุ่มวัยรุ่นนั่นเอง

ซิฟิลิส คืออะไร 

            เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ทรีโพนีมาพาลลิดัม (Treponema pallidum) เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว เชื้อก็จะกระจายเข้าสู่เส้นเลือดทั่วร่างกายส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลง

ซิฟิลิสติดต่ออย่างไร

             เชื้อไวรัสนี้จะติดต่อเมื่อสัมผัสกับเชื้อโดยตรงจากแผลของผู้ติดเชื้อ หลัก ๆ แล้วจะติดต่อเมื่อมีการสัมผัสเชื้อในลักษณะดังต่อไปนี้

  1. มีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อซิฟิลิสโดยไม่ป้องกัน
  2. ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้มีเชื้อซิฟิลิส
  3. แม่ที่มีเชื้อซิฟิลิสสามารถส่งต่อเชื้อสู่เด็กในครรภ์

  แบบนี้ไม่ติดซิฟิลิส

  • ใส่เสื้อผ้าร่วมกัน
  • ใช้ห้องน้ำร่วมกัน
  • กินข้าวโดยใช้ภาชนะเดียวกัน
  • ใช้สระว่ายน้ำหรืออุปกรณ์ออกกำลังกายร่วมกัน

ข้อมูลที่น่าสนใจ    
ได้มีผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นเกี่ยวกับการที่เชื้อซิฟิลิสกลับมาระบาดในไทยอีกครั้งมีสาเหตุจากการขาดความเข้าใจด้านเพศศึกษา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และไม่มีการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จึงทำให้เกิดการระบาดเช่นนี้

ตรวจซิฟิลิสด้วยวิธีอะไรได้บ้าง

            การตรวจหาเชื้อซิฟิลิสในปัจจุบันสามารถทำได้ 3 วิธี 

  1.  Dark Field Exam เป็นการส่องกล้องจุลทรรศน์ Darkfield กับตัวอย่างเชื้อที่เก็บมาจากผิวหนัง น้ำเหลือง หรือผื่นแผลที่สงสัยว่าจะติดเชื้อซิฟิลิสระยะที่หนึ่งหรือระยะที่สอง 
  2. ตรวจเลือด วิธีนี้ใช้เพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกัน (Antibody) ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อซิฟิลิส สามารถแยกย่อยออกมาได้เป็น 2 วิธี
    • เจาะเลือดเพื่อหาภูมิคุ้มกันเบื้องต้น เป็นการตรวจเพื่อหาปริมาณซิฟิลิสที่อยู่ในเลือด เรียกว่าการตรวจ VDRL หรือ RPR หากตรวจแล้วมีผลเป็นบวกหรือพบเชื้อ จะต้องมีการเจาะเลือดซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันผลตรวจ
    • เจาะเลือดเพื่อยืนยันผลตรวจ หลังจากได้ผลตรวจซิฟิลิสเป็นบวกแล้ว จะต้องเจาะเลือดแบบเจาะจงไปที่ตัวเชื้อซิฟิลิสอีกครั้ง ซึ่งมีทั้งวิธี FTA-ABS หรือ MHA-TP (หมายเหตุ: การเจาะเลือดประเภทนี้สามารถให้ผลบวกต่อผู้ที่เคยติดเชื้อซิฟิลิสมาก่อน แม้ไม่ได้เป็นโรคในขณะที่เข้ารับการตรวจก็ตาม)
  3. การตรวจน้ำไขสันหลัง จะใช้ตรวจในผู้ที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อซิฟิลิสในระบบประสาท 

ปกติคนมักจะตรวจเจอซิฟิลิสต่อเมื่อไปบริจาคเลือด ตรวจคัดกรองก่อนตั้งครรภ์ หรือตรวจสุขภาพประจำปี แต่ความจริงแล้วหากต้องการตรวจซิฟิลิสก็สามารถทำได้เลย สำหรับกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงควรเข้ารับการตรวจซิฟิลิสอย่างน้อยทุก 3-6 เดือน หรือทุกครั้งที่มีความเสี่ยงมา สามารถเข้ารับการตรวจได้ที่โรงพยาบาลของรัฐหรือเอกชน รวมถึงคลินิกเฉพาะทางต่าง ๆ ที่มีบริการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ซิฟิลิสแสดงอาการแบบไหน

ซิฟิลิสมีระยะแสดงอาการแบ่งออกเป็น 4 ระยะ (รวมระยะแฝง) อาการที่แสดงจะแตกต่างออกไปตามแต่ระยะเวลาที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย และในบางรายก็อาจเกิดอาการทับซ้อนหรือแสดงอาการไม่เรียงตามระยะที่ควรจะเป็น

ซิฟิลิสระยะที่หนึ่ง

            เวลาที่ใช้ในการแสดงอาการระยะนี้อาจเกิดขึ้นหลังรับเชื้อไปแล้วประมาณ 3 สัปดาห์ หรืออาจจะ 10 – 90 วันก็เป็นได้ อาการที่แสดงในระยะนี้จะออกมาเป็นแผลเล็กเรียบมีขอบแข็งสีแดง เรียกว่า แผลริมแข็ง’ (Chancre) มักเกิดในบริเวณอวัยวะเพศและริมฝึปาก อาการนี้จะหายไปเองประมาณ 3 – 6 สัปดาห์หลังแสดงอาการ จากนั้นเชื้อก็จะเดินทางไปทั่วร่างกายผ่านเลือดต่อไป 

ซิฟิลิสระยะที่สอง

            หลังเกิดแผลริมแข็งไปแล้วประมาณ 1 – 3 เดือน ระยะที่สองก็จะแสดงอาการออกมาเป็นตุ่มนูนคล้ายหูดขึ้นที่ไม่รู้สึกคันบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า อวัยวะเพศ หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ในบางรายก็จะมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น

  • เจ็บคอ
  • ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อย
  • มีไข้ อ่อนเพลีย
  • ต่อมน้ำเหลืองโต

ซึ่งอาการเหล่านี้ก็สามารถหายไปได้เองเช่นเดียวกับอาการที่แสดงในระยะแรกเช่นกัน

ซิฟิลิสระยะแฝง

            เรียกได้ว่าเป็นระยะที่น่ากลัวเป็นอย่างมาก เพราะเป็นระยะที่ร่างกายจะไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใด ๆ ออกมาเลย เชื้อที่แฝงอยู่ในร่างกายจะสงบ ทราบได้ต่อเมื่อมีการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อเท่านั้น ระยะแฝงของซิฟิลิสสามารถกินระยะเวลาหลายปีจนกว่าจะเข้าสู่ระยะสุดท้าย

ซิฟิลิสระยะที่สาม หรือระยะสุดท้าย

            เชื้อซิฟิลิสที่แฝงอยู่ในร่างกายมาเป็นระยะเวลานานและไม่ได้รับการรักษาจะแสดงอาการออกมารุนแรง อันเกิดมาจากการลามไปสู่อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย ทำให้เกิดความบกพร่องต่อร่างกายอย่าง สมองเสื่อม ตาบอด หูหนวก อัมพาต หรือโรคหัวใจ 

ซิฟิลิสรักษาให้หายได้ไหม

            ข่าวดีสำหรับผู้ที่ติดเชื้อซิฟิลิสคือโรคนี้สามารถรักษาได้ ยิ่งถ้าตรวจพบและเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกก็สามารถรักษาให้หายขาดได้เลย โดยวิธีการรักษาซิฟิลิสหลัก ๆ แล้วจะเป็นการใช้ยาปฏิชีวนะ (เพนนิซิลิน) 

ระยะที่แสดงอาการวิธีการรักษาระยะเวลาที่ใช้ในการรักษา
ซิฟิลิสระยะที่หนึ่ง และระยะที่สองBenzathine penicillin G 2.4 ล้านยูนิต ฉีดเข้ากล้ามเนื้อรักษาเพียง 1 ครั้ง
ซิฟิลิสระยะแฝง และระยะที่สามBenzathine penicillin G 2.4 ล้านยูนิต ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
ซิฟิลิสในผู้ที่แพ้ยาปฏิชีวนะใช้ยาอื่นๆรับประทานทดแทน เช่น อีริโทรมัยซิน1 เดือน
ซิฟิลิสตั้งแต่กำเนิดใช้ยา Benzathine penicillin G โดยใช้ขนาดยา 50,000 ยูนิตต่อกิโลกรัมทุก 12 ชั่วโมง 1 สัปดาห์/
ทุก 8 ชั่วโมง 10-14 วัน
ตารางแสดงการรักษาซิฟิลิสด้วยยาปฏิชีวินะในระยะและภาวะต่างๆ

ป้องกันซิฟิลิสอย่างไรได้บ้าง

            ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อซิฟิลิสทำได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

  • สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ หรือมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่รู้จัก
  • เลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ที่จะเกิดการสัมผัสโดยตรงกับแผลบริเวณปาก ทวารหนัก และอวัยวะเพศ

หรือถ้าคุณเป็นผู้ที่มีเชื้อซิฟิลิส ก็ควรอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่การแพร่เชื้อ

  • เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติดอื่นใดที่ทำให้คุณขาดสติและนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน  
  • อาจต้องงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ทำการรักษาโรคนี้ก่อนจนกว่าจะหายดี ไม่สามารถส่งต่อเชื้อได้แล้ว 
  • หมั่นตรวจเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เป็นประจำทุกปี
  • ถ้ามีความจำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์ โปรดสวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง และตรวจสอบให้แน่ใจว่าถุงยางอนามัยได้คลุมไปถึงบริเวณที่มีแผลของซิฟิลิส

ถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดนี้จะสามารถรักษาให้หายได้ แต่ก็ยังคงพบเห็นการระบาดอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยโรคอย่างทันท่วงทีก็สามารถส่งผลให้เกิดเชื้อเกิดการลุกลามไปทั่วร่างกาย ทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ง่าย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีอีกด้วย ฉะนั้น การป้องกันทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรละเลยเพื่อสุขภาพของตัวคุณเอง